tactic 1

posted on 20 Dec 2009 06:30 by fernfriend-snape in private

credit: http://www.thaibar.thaigov.net

 

'เรียนกฎหมายอย่างไรให้สนุก'

 

1. ทำให้มีใจรัก

        นโปเลียน ฮิลล์ได้กล่าวไว้ในหนังสือกฎแห่งความสำเร็จ( The Law of Success)ว่า ท่าน จะบรรลุความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ได้ก็ต่อเมื่อท่านได้พบงานที่ท่านชอบที่สุด เนื่องจากมันเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันดีว่า คนเราย่อมจะบรรลุผลสำเร็จได้ดีที่สุด เฉพาะในงานที่เขาทุ่มเทลงไปทั้งหัวใจและวิญญาณ
       ท่าน พุทธทาสภิกขุ  ได้ยกตัวอย่างอย่างธรรมดาสามัญที่สุดว่า   เป็นชาวนา เลี้ยงควายก็พอใจสนุกอยู่กับควาย เมื่อเห็น แม่ควายกินหญ้า ลูกควายกินนมก็สบายใจเหลือประมาณ เลี้ยงควายก็มีความสุข เป็นศิลปะอยู่ในการเลี้ยงควาย หมายความว่าเมื่อคุณจะทำอะไร   คุณต้องมีปัจจัยความรักเป็นพื้นฐาน รักทั้งมวลที่เป็นสิ่งนั้น พอใจและมีความสุขที่จะอยู่กับมัน ผลที่ทำจึงจะได้ความ   การเรียนวิชากฎหมาย คงไม่เหมือนกับหญิงชายที่อยู่กินกันไปนาน ๆ แล้วก็จะรักกันไปเองได้ หากไม่รักแต่ทนอยู่คุณนึกภาพดูก็คงที่จะทู่ซี้อยู่ไปเรื่อย ๆ เพราะงานด้านกฎหมายเป็นวิชาชีพที่คุณจะต้องอยู่กับมันไปตลอด   
       เรียนกฎหมายให้ได้ผลคุณก็คิดให้มันเป็นเรื่องสนุก อย่าคิดว่าเป็นการทนทุกข์ ค่อย ๆ หัดคิดไป เรื่องทั่วไปก็หัดคิด หัดใคร่ครวญเช่น คำสั่งห้ามจอดรถตลอด ๒๔ ชั่วโมงหมายความว่าจอดครบ ๒๔ ชั่วโมงจอดไม่ได้แต่หากจอดไม่ตลอด ๒๔ ชั่วโมงจอดได้หรืออย่างไร หรือเขตทหารห้ามเข้า หมายถึงห้ามทหารเข้าไปในเขตนั้นคงเข้าได้เฉพาะพลเรือนใช่หรือไม่ ขับรถไปบนถนน เห็นป้ายเครื่องหมายจราจรของเจ้าพนักงานตำรวจวางไว้บนถนนเขียนว่า หยุดตรวจ ถามว่าคุณจะคิดอย่างไร หากมีตำรวจอยู่แสดงว่าให้คนขับหยุดรถให้ตำรวจตรวจ หากไม่มีตำรวจอยู่แสดงว่าให้รถผ่านไปได้ ตำรวจหยุดตรวจแล้ว หรือเห็นป้ายบอกว่า ขับช้า ๆ อันตราย หมายความว่า หากคุณขับรถช้าจะได้ รับอันตราย หรืออย่างไร หรือเห็นตามหน้าร้านสถานบันเทิงเขียนไว้หน้าร้านว่า เขตปลอดอาวุธ หมายความว่า ผู้ที่มีอาวุธให้เข้าไปอยู่ข้างในร้านใช่หรือไม่ เหล่านี้น่าจะเป็นตัวอย่างพื้นฐานของการเรียนวิชาทางกฎหมาย คือคิดจากองค์ความรู้ที่เรียนมาเพื่อปรับใช้ วินิจฉัยให้ต้องตามกฎเกณฑ์ ตัวบทกฎหมายที่วางไว้ โดยอาศัยเจตนารมณ์ของกฎหมายรองรับ เพราะหากไม่เข้าใจเจตนารมณ์ก็จะทำให้การวินิจฉัยผิดเพี้ยนไป ตัวอย่างที่ง่ายและยกกันอยู่เสมอ เช่น คุณเห็นป้ายปักอยู่กลางสนามเขียนว่าห้ามเดินลัดสนามคุณ คงวิ่งหรือเข้าไปเล่นไม่ได้ด้วยเพราะเจตนารมณ์ต้องการที่จะรักษาสนามไว้ แต่ปัญหาของสังคมที่พบ ผู้ที่ฝ่าฝืนมักจะอ้างแต่ตัวบท ถือเพียงถ้อยคำกฎหมาย โดยไม่ได้นำเจตนารมณ์ มาใช้หรือเรียกว่า หัวหมอหัว หมอไม่ใช่ศีรษะแพทย์ แต่เป็นผู้ชอบที่จะไถไปเรื่อย แม้ว่าจะเอาสีข้างเข้าถูหรืออ้างข้างๆ คู ๆ ก็ตาม เช่นนี้กระมังที่ เช็คสเปียส์ ถึงกับเคยกล่าวด้วยความไม่วางใจว่า “The first thing we do,let’s kill the lawyers” ทั้ง นี้เนื่องจากอาจจะต้องการ แก้ตัวให้พ้นผิดหรือมุ่งชนะคดีหรืออาจจะไม่รู้จริงก็ได้ เช่น เมื่อคุณเห็นป้ายหยุดตรวจ คุณก็ไม่หยุด ถูกจับได้ก็จะเถียงว่าก็ผมคิดว่าตำรวจหยุดตรวจแล้ว จึงติดป้ายไว้ หรือบางคดีสู้กันถึงศาลฎีกา ไปด่าเขาว่า เฮงซวยก็พยายามที่จะนำสืบให้เห็นว่า เฮง ตามพจนานุกรมแปลว่า โชคดีเคราะห์ดี ซวย แปลว่าเคราะห์ร้าย,อับ โชค ดังนี้ที่จำเลยบอกด้วยเสียงดังว่าโจทก์เป็นคนเฮงซวยนั้น ไม่ใช่คำด่าหรือดูหมิ่นนะ ลองเอาสองคำมารวมกันซิ หมายถึงว่า โจทก์เป็นคนเคราะห์ดีบ้างเคราะห์ร้ายหรืออับโชคบ้างเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ก็ เท่านั้นเอง ไม่ได้ดูหมิ่นแต่อย่างใด เหล่านี้ทำให้บุคคลภายนอกซึ่งไม่เข้าใจก็จะกล่าวหาว่า นักกฎหมายเป็นคนเจ้าถ้อยหมอความไป ทั้งที่บางทีก็อาจจะเป็นการตีความบกพร่องโดยสุจริตบ้างไม่สุจริตบ้าง เรียนกฎหมายก็คงคล้าย ๆ กับการคิดข้างต้น

 

2. ตั้งเป้าใหญ่

         ใน ชีวิตไม่ว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องใหญ่ในการปกครองประเทศชาติ พูดง่าย ๆ ว่าตั้งแต่เรื่องไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน รัฐบาลมีเป้าหมายที่ต้องการให้ประชาชนบนแผ่นดิน รวมทั้งชาวประมง มีความสุข เรียนกฎหมายการที่จะเรียนให้ดีได้ ก็เหมือนกับเรื่องอื่นในชีวิต ที่ต้องมีเป้าหมายของการกระทำชัดเจนแน่นอน ทำไมจึงพูดว่าหากไม่มีเป้า ยากที่จะทำให้เรียนกฎหมายได้ดี ลองจินตนาการดู หากคนสองคนคนหนึ่งบอกคุณว่าเรียน เพราะอยากเป็น ทนาย ที่ปรึกษากฎหมายใหญ่ ผู้พิพากษา อัยการ หรืออื่นๆกับอีกคนบอกว่าเรียนไปเรื่อย ๆ ได้ยินก็เห็นได้ถึงทิศทาง เนื่องจากความหวังจะเป็นพลังขับให้ผู้นั้นกระทำเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย

 

3. ตั้งเป้าเพื่ออะไร

         เมื่อ คุณตัดสินใจลงเรียนวิชากฎหมาย ก็เหมือนคุณกำลังลงเรือ คุณไม่มีเป้าหมายก็เหมือนกับลงเรือแล้วไม่รู้ที่จะขับหรือพายไปทางไหน และในความเป็นจริงคุณยังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าจะพายไปทำไม คุณก็พายไปเรื่อย ๆ วนวนเวียนเวียน เวียนอยู่ในอ่างหรือท่ามกลางเกลียวคลื่นตามชะตา เจอพายุมาก็พลิกคว่ำ ไม่รู้จะพายไปทำไม พายไปไหน กับอีกคนตั้งเป้าว่าจะเป็นที่หวังให้จงได้ การลงเรือหรือลงเรียนเป็นหนทางที่จะนำไปสู่เป้าหมายที่วาดหวัง คุณก็จะนึกภาพได้ว่าคนที่เขามีเป้าหมายมั่นคง เขาก็จะมีความคิดกำลังใจมุ่งมั่นที่จะพายไปให้ถึงจุดหมายเขาโดยเร็วที่สุด เคยตั้งข้อสังเกตไหมว่าทำไมทีมฟุตบอลทีมชาติไทย จึงไม่เคยได้ไปแข่งขันรอบสุดท้ายในฟุตบอลโลกสักทีทั้งที่อยากไปใจจะขาด เพราะเราไม่เคยตั้งเป้าว่าจะไปแข่งขันฟุตบอลโลก เราตั้งเป้าเหมือนกันแต่ตั้งไว้กระจิดริดว่า จะเป็นแชมป์ซีเกมส์ เพื่อเป็นเลิศในศาสตร์แขนงนี้เหนือลาว กัมพูชา (เขมร) เมียนม่าร์ (พม่า) ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย บรูไน เมื่อตั้งเป้าเล็กก็ตั้งใจฝึกซ้อมและดำเนินการเล็ก ๆ เพื่อให้เข้าเป้ากระจิดริด ผิดกับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน เขาตั้งเป้าใหญ่ เขาจึงไปไกลกว่าเรา กว่าเราจะคิดตั้งเป้าไปฟุตบอลโลกเขาก็คงตั้งเป้าจะเป็นแชมป์โลกกันแล้ว

         โธมัส เจ วัตสัน ซีเนียร์ ผู้ก่อตั้งและประธานคนแรกของบริษัทไอบีเอ็ม สอนว่า เล็งเป้าที่สมบูรณ์แบบแล้วพลาด ดีกว่าเล็งเป้าที่ไม่สมบูรณ์แบบแล้วทำได้” เรียน กฎหมายก็ไม่แตกต่างกัน ตั้งเป้าใหญ่ เล็งไปที่เป้าใหญ่ๆ เพื่อให้มันเป็นแสงไฟดวงใหญ่ เป็นเครื่องนำร่องย้อนกลับมาให้แสงหรือพลังที่จะนำทางไปให้ถึง อาจจะตั้งเป้าเป็นอะไรก็ได้ที่ใจคุณปรารถนา อย่างมั่นคงชัดเจน เมื่อตั้งเป้าชัดเจนแล้ว วิธีการและรายละเอียดจะเกิดขึ้นตามมา

 

4. ตั้งเป้าอย่างไร

         ตอบง่าย ๆ แบบกำปั้นทุบดิน ดั่งที่ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่ทำไว้คือตั้งให้เลิศ ตั้งให้หรู ตั้งให้กว้าง ตั้งให้ไกล เป้าหมายเป็นความใฝ่ฝันของคุณ ดังนั้นต้องฝันให้ไกลและทำทุกวิถีทางเพื่อไปให้ถึง อย่าพยายามตั้งเป้าแค่เพียงกระจิดริด หรือกระเหม็ดกระแหม่แม้แต่ความฝันเลย Paul Ricard ผู้ก่อตั้งและผลิตเหล้าตรา Ricard กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่เคยกระเหม็ดกระแหม่กับความฝันเลยเพื่อเติมไฟให้ชีวิต นอกจากคุณจะฟังเพลงเพื่อชีวิตแล้ว คุณควรหาหนังสือประเภท คิดใหญ่ ไม่คิดเล็กของเดวิด เจ ชวอร์ต David J. Schwartz มาอ่านบ้าง คุณ ไม่สงสัยบ้างหรือว่าทำไมหนังสือเขาถึงพิมพ์จำหน่ายได้ทั่วโลก พิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีก ขายดีระดับโลก บางทีอาจทำให้คุณเข้าใจขึ้นว่า ทำไมทุกวันนี้การวัดคนเขาวัดกันที่ความฝัน

        วูดโรว์ วิลสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐผู้ยิ่งใหญ่กล่าวไว้ว่า เรา ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ด้วย ความฝันของเรา ผู้ยิ่งใหญ่มากมายล้วนแต่เป็นนักฝัน พวกเขามองเห็นสิ่งต่าง ๆ ท่ามกลางหมอกทึบแห่งฤดูใบไม้ร่วง หรือในเปลวไฟโชติช่วงตลอดคืนฤดูหนาวอันยาวนาน บางคนในพวกเราได้ปล่อยให้ความฝันเหล่านี้ตายไป แต่ บางคนได้ถนอมเลี้ยงและปกป้องมันไว้อย่างดี ดูแลความฝันผ่านวันอันชั่วร้าย จนพบอากาศที่สดใส และแสงอาทิตย์ซึ่งสาดส่องมายังคนเหล่านั้น ผู้หวังว่าความฝันของเขาจะกลายเป็นความจริงเสมอซึ่งปราชญ์จีนก็กล่าวไว้คล้าย ๆ กันว่า หากคิดจะทำการใหญ่ใดๆ จะต้องมีความหวังอันยิ่งใหญ่ก่อนเสมอ

 

5. ตั้งเป้าแล้วทำอย่างไร

        เมื่อ ตั้งเป้าเสร็จแล้วคุณลองจินตนาการถึงความสำเร็จที่งดงามเมื่อคุณทำได้ตามฝัน เช่นคุณใฝ่ฝันว่าคุณอยากเป็นที่ปรึกษากฎหมาย นายตำรวจ ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ทนายความ หรืออาจารย์มหาวิทยาลัย หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณ ลองนึกภาพ วาดจินตนาการว่า เมื่อคุณอยู่ในชุดนั้น จุดนั้น ตำแหน่งนั้นแล้ว คุณจะเป็นอย่างไร จะมีความสุขขนาดไหนกับการที่ได้อยู่ในกระบวนการงานยุติธรรม มีชีวิตที่รับใช้ประชาชน คอยประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรมให้กับประชาชน หลับ ตานึกถึงพ่อแม่ พี่น้อง ญาติมิตรห้อมล้อมอยู่ข้าง ๆ จะชื่นชมยินดีปรีดา น้ำตาไหลหรือไม่ ใบหน้าเขาเหล่านั้นจะเศร้าหมองหรือยิ้มอย่างเปี่ยมสุข จินตนาการ และคิดคำนึงถึงเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ทุกครั้งทุกที่เมื่อมีเวลา จากนั้นก็ทำทุกวิถีทางที่จะไปให้ถึง เป้าหมายตามที่ใฝ่ฝัน อย่างที่ว่า ฝันให้ไกลแล้วต้องไปให้ถึง ด้วยความมานะวิริยะ อุตสาหะอย่าง ยิ่งยวด ไม่ ควรตั้งแล้วนำอุเบกขา คือวางไว้เฉย ๆ มาใช้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว สิ่งที่คุณตั้งไว้ก็จะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน หรือเป็นฝันที่ลม ๆ แล้ง ๆ หาก เป็นเช่นนั้นพ่อแม่ ญาติมิตรที่คุณจินตนาการไว้ว่า ยืนยิ้มหรือน้ำตาไหลลงมาอย่างยินดีปรีดา อยู่